ข่าวสาร : à¹�ม่à¹�จ่มโมเดลพลัส ปลูà¸�ไม้ สร้างป่า สร้างรายได้

วัดศรีสุพรรณ

ชุมชนศิลปหัตถกรรมเครื่องเงินถนนวัวลาย

แม่แจ่มโมเดลพลัส ปลูกไม้ สร้างป่า สร้างรายได้

แม่แจ่มโมเดลพลัส

    แม่แจ่มโมเดล เริ่มต้นจากความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่าเมื่อปีพ.ศ.2559 โดยประชารัฐแม่แจ่ม สานพลังช่วง 60 วันห้ามเผา ลดจุดความร้อน พื้นที่เผาไหม้ และค่า PM10 ในปีพ.ศ.2558จาก 384 จุดเหลือ 30 จุด ลดพื้นที่เผาไหม้จาก 563,798 เหลือ 232,359 ไร่ในปีพ.ศ.2559

    แม่แจ่มโมเดลพลัส เป็นมาตรการสร้างความยั่งยืนแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่า มาสู่การแก้ไขปัญหาป่าไม้ที่ดินและเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน โดยเปิดพื้นที่ให้ทุกคนทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมจัดการป่าไม้ที่ดิน ฟื้นฟูระบบนิเวศควบคู่ไปกับการสร้างอาชีพรายได้ตามแนวทางดังต่อไปนี้ โดยมีเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ตามกรอบแห่งสหประชาชาติ

1. จัดการที่ดินป่าไม้

       แม่แจ่มโมเดลพลัส เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาป่าไม้กับชุมชนที่เดินทางสายกลาง ที่มุ่งปรับสมดุลระหว่างกฎหมายกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ โดยใช้ปีพ.ศ.เป็นตัวตั้งในการจัดระเบียบป่าไม้กับชุมชน เพื่อให้รัฐกับชุมชนได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย คือชาวบ้านบางส่วนได้สิทธิในที่ทำกิน ไม่ถูกไล่ที่หรือยึดคืนพื้นที่ ได้น้ำและได้รับการส่งเสริมอาชีพ รัฐหรือกรมป่าไม้ได้ป่าและพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น รวมถึงกลไกและเครื่องมือในการดูแลรักษาป่าร่วมกับชุมชน

แม่แจ่มโมเดลพลัสมีแนวทางการจัดระเบียบป่าไม้กับชุมชนดังนี้

      1. พื้นที่ถูกใช้ประโยชน์ภายในปีพ.ศ.2545 จำนวน 213,462 ไร่ หรือ 12.5% (ของพื้นที่ทั้งหมด 1,692,698 ไร่) ให้รัฐจัดที่ทำกินตามแนวนโยบายรัฐบาลให้กับชุมชน โดยเอาข้อเท็จจริงในพื้นที่เป็นตัวตั้ง พร้อมกับจัดหาแหล่งน้ำที่เหมาะกับภูมินิเวศในพื้นที่ และสร้างอาชีพรายได้ให้กับชุมชนช่วยรักษาป่าต้นน้ำ
      2. พื้นที่ถูกใช้ประโยชน์ปีพ.ศ.2546-2554 จำนวน 161,706 ไร่ หรือ 9.5% มติคณะรัฐมนตรีไม่ได้รองรับ ที่ดินก็ยังเป็นของรัฐ แต่อนุญาตให้ราษฏรทำกินและอยู่อาศัยต่อได้อย่างมีเงื่อนไข โดยเปิดโอกาสให้ชาวบ้านร่วมเพิ่มพื้นที่สีเขียวหลากหลายรูปแบบและวิธีการตามความสมัครใจ หรือที่เรียกว่า “รัฐได้ป่าประชาได้ที่ทำกิน” พร้อมกับส่งเสริมอาชีพ รายได้ และจัดหาแหล่งน้ำที่เหมาะสมกับภูมินิเวศให้กับเกษตรกร
      3. พื้นที่ถูกใช้ประโยชน์หลังปีพ.ศ.2554 จำนวน 86,359 ไร่ หรือ 5% คืนเป็นป่าถาวร โดยให้ชุมชนปลูกและดูแล ปลูกไม้แนวกันชน ฝังหลักหมุดแสดงแนวเขตปีพ.ศ.2554 ให้ชัดเจน สร้างกลไกชุมชนในการดูแลรักษาป่า และพัฒนาระบบสารสนเทศกำกับ ติดตาม ตรวจสอบ การใช้ประโยชน์ป่าไม้ที่ดิน

      โดยแนวทางนี้จะทำให้อำเภอแม่แจ่มซึ่งมีพื้นป่า 73% ได้ป่าไม้เพิ่มขึ้นอีก 5% มีพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นอีก 9.5% รวมเป็น 14.5% ซึ่งก็เท่ากับว่าอำเภอแม่แจ่มได้ป่าเพิ่มขึ้นจาก 73% เป็น 87.5%


2. ตลาดนำฟื้นป่าสร้างรายได้ยั่งยืน

          การเพิ่มพื้นที่ป่าและพื้นที่สีเขียว ในพื้นที่ถูกใช้ประโยชน์ภายในปีพ.ศ.2545 และพื้นที่ถูกใช้ประโยชน์ระหว่างปีพ.ศ.2546-2554 เป็นไปได้ยาก หากไม่ต้องโจทย์อาชีพรายได้ของเกษตรกร ที่มีภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทุกวัน การปลูกไม้สร้างป่าสร้างรายได้ โดยไม่ปลดล็อคข้อจำกัดทางด้านกฎหมาย นโยบาย และระเบียบต่างๆ ก็ไม่มีแรงจูงใจอีกเช่นกัน เมื่อปลูกได้ใช้ประโยชน์ได้แต่ไม่มีตลาดรองรับ และไม่ได้ยกระดับศักยภาพของเกษตรกรและกลุ่มให้เข้มแข็งจนสามารถพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์เองได้ ก็ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด โอกาสสร้างความยั่งยืนจึงเป็นไปได้ยาก

          ดังนั้น การฟื้นป่าสร้างรายได้ ต้องดำเนินการควบคู่ไปพร้อมกันหลายด้าน ปลดล็อคข้อจำกัดทางด้านกฎหมาย นโยบาย และระเบียบต่างๆ ยกระดับศักยภาพของเกษตรกรและกลุ่มให้เข้มแข็ง สามารถพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้ และที่สำคัญต้องสานพลังจากภาคส่วนต่างๆ เข้ามาสนับสนุน โดยใช้ตลาดนำการฟื้นฟูระบบนิเวศควบคู่กับการสร้างอาชีพรายได้ และพัฒนาระบบฐานข้อมูลสารสนเทศเชิงภูมิศาสตร์ (GIS) ในการจัดการพื้นที่ กำกับ และติดตาม

 

3. ผลิตหลากหลาย ใช้พื้นที่น้อย สร้างรายได้เท่าเดิมหรือมากกว่าได้พื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น ชุมชนเข้มแข็ง และตอบแทนคุณนิเวศ

          เมื่อใช้ตลาดนำฟื้นป่าสร้างรายได้ โจทย์ใหญ่ที่ตามก็คือ การออกแบบการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อสร้างรายได้ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ให้กับเกษตรกรมีรายได้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน มีศักยภาพในการชำระหนี้ มีศักยภาพในการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ดูแล และฟื้นฟูระบบนิเวศไปพร้อมๆกัน

         การจะทำเช่นนี้ได้นั้น ต้องมีการวางแผน ออกแบบ ให้มีการผลิตที่หลากหลาย ใช้พื้นที่น้อยแต่ให้ผลผลิตที่สร้างรายได้เท่าเดิมหรือมากกว่า โดยปลูกพืชระยะสั้นที่ให้ผลตอบเทนชัดเจนในรูปแบบโรงเรือนหรืออื่นๆตามความเหมาะสม ปลูกพืชระยะกลางที่ให้ผลิตภายใน 1-2 ปี และปลูกพืชระยะยาว ที่ให้ผลผลิตในปีที่ 3 ขึ้นไปในรูปแบบผสมผสาน ถ้าทำเช่นนี้ได้ ในแต่ละเดือนรอบ 1 ปี เกษตรกรก็จะมีรายได้ต่อเนื่อง หากรวมรายได้ที่เกิดจากการเลี้ยงสัตว์และหัตถกรรม เกษตรกรก็จะมีกำลังชำระหนี้และมีรายได้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

        ทั้งนี้ทั้งนั้น เกษตรกรต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้าและผลิตภัณฑ์ โดยร่วมตัวกันเป็นกลุ่มเกษตรกร ยกระดับเป็นวิสาหกิจชุมชน ให้เกิดการหนุนเสริมองค์ความรู้ในด้านต่างๆ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการกลุ่ม ยกระดับคุณภาพสินค้าและผลิตภัณฑ์ ให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด และถ้าหากวิสาหกิจเข้มแข็ง ก็สามารถยกระดับขึ้นไปเป็นบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมต่อไปได้ และนำกำไรส่วนหนึ่งมาตอบแทนคุณนิเวศ

4. ไผ่ กาแฟ ฟื้นป่า สร้างเศรษฐกิจชุมชน

         พืชที่ตอบโจทย์ปัญหาสิ่งแวดล้อมและรายได้เกษตรกรไปพร้อมๆกัน ณ เวลานี้ก็คือ ไผ่และกาแฟ (อารบิก้า) เนื่องจากไผ่เป็นพืชตระกูลหญ้าที่ขึ้นได้ทั่วไป เติบโตได้กับไม้พื้นถิ่น ช่วยอุ้มน้ำ ฟื้นฟูดิน ป้องกันการพังทลายและชะล้างหน้าดิน ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวต่อเนื่องได้หลาย 10 ปี เป็นพืชที่มากประโยชน์ใช้สอย นับตั้งแต่นำหน่อไผ่มาเป็นอาหาร นำลำต้นมาเป็นเครื่องใช้ไม้สอยแบบง่ายๆ ไปจนถึงอาคารบ้านเรือน แปรรูปทำเป็นเครื่องจักสาน ตะเกียบ ไม้จิ้มฟัน เฟอร์นิเจอร์แบบง่ายไปจนถึงงานที่มีความละเอียดประณีต แปรรูปเป็นวัสดุก่อสร้างอาคารบ้านเรือน ใช้เป็นพลังงาน เครื่องนุ่งห่ม เผาถ่านใช้ฟื้นฟูดินและใช้ในทางการแพทย์และอุตสาหกรรม ทั้งยังเป็นที่ต้องการของตลาดในและต่างประเทศ

         ขณะที่กาแฟ (อารบิก้า) ซึ่งเหมาะกับพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางตั้งแต่ 700 เมตรขึ้นไป เป็นพืชที่เติบโตและให้ผลผลิตได้ดีต้องมีไม้ร่มเงาชั้นกลางและไม้เรือนยอดขึ้นปกคลุม ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวได้นาน และเป็นที่ต้องการของตลาดอีกเช่นกัน จึงเป็นพืชที่เหมาะกับการฟื้นฟูป่าและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ที่ต้องการทางเลือกใหม่ออกไปจากพืชเชิงเดียวในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป โดยในปีที่ 1 และ 2 เกษตรกรสามารถปลูกพืชที่สร้างรายได้ระยะสั้นระหว่างต้นได้ พอปีที่ 3 เป็นต้นไป เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง พื้นที่ปลูกไผ่และกาแฟก็จะเป็นพื้นที่สีเขียวที่เกษตรกรใช้ประโยชน์ได้ ตามแนวนโยบายของรัฐบาล

         ทั้งนี้ทั้งนั้น เกษตรกรต้องรวมกลุ่มกัน จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน และยกระดับขึ้นเป็นเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้การบริหารจัดการกลุ่ม การตลาด การพัฒนาคุณภาพสินค้าและผลิตภัณฑ์ กระทั่งก้าวสู่ความเป็นเจ้าของกิจการร่วมทุน และคืนกำไรส่วนหนึ่งกลับมาพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อม